น้าเจีย@รัตภูมิซิตี้ทีม
Admin
 Admin
|
กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรพื้นที่ลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ ( ตอนบน) - 2007/01/31 17:03
กรณีศึกษาการจัดการทรัพยากรพื้นที่
ุ่มน้ำคลองรัตภูมิ ( ตอนบน)
หะยีหมีด บิลอะหลี ปราณี วุ้นฝ้าย กำราบ พานทอง วรัณ สุวรรณโณ
บทนำ ลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ มีลักษณะภูมิประเทศ ประกอบด้วยคลองหลักคือคลองรัตภูมิต
นน้ำเกิดจากเขาหลวงและเขาใครในเทื
กเขานครศรีธรรมราช แล้วไหลขึ้นไปทางเหนือ ผ่านเขตอำเภอรัตภูมิแล้วไหลลงสู่ทะ
ลสาบสงขลา ที่บ้านปากบางภูมี อำเภอควนเนียง จังหวัดสงขลา มีความยาวประมาณ 63 กิโลเมตร มีคลองสาขาที่สำคัญได้แก่ คลองภูมี คลองลำขัน คลองลำม้า คลองกรวยใหญ่ คลองยางแดง คลองรังแร้ง คลองหินดำ คลองเขาร้อน และคลองแพรกสุวรรณ มีพื้นที่ลุ่มน้ำรวมทั้งสิ้น 420 ตารางกิโลเมตร มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์และตาอกา
ตั้งชุมชนสูง เพราะเป็นลุ่มน้ำที่เป็นรอยต่อของพ
้นที่ 3 จังหวัดได้แก่สงขลา คือ อำเภอรัตภูมิ อำเภอควนเนียง จังหวัดพัทลุง คือพื้นที่ติดกับคลองพรุพ้อ อำเภอป่าบอน และจังหวัดสตูล คือพื้นที่ติดกับเขตรักษาพันธุ์สัต
์ป่าโตนงาช้าง และป่าเขาค้อม เขาแดง เขาใหญ่ ในอำเภอควนกาหลง พื้นที่รับน้ำลุ่มน้ำคลองรัคภูมิ มีอาชีพสำคัญคือการทำสวนยางพารา สวนผลไม้ ทำนา และประมง ลำคลองรัตภูมิไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลา ถือเป็นลุ่มน้ำย่อย 1 ใน 8 ลุ่มน้ำย่อย ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นอกจากนั้นลุ่มน้ำนี้ ยังมีความมายต่อการเป็นแหล่งน้ำดิบ ที่นำมาเลี้ยงคนในพื้นที่และมีแนวโ
้มสามารถกระจายไปสู่อุตสากรรม เช่นนิคมอุตสาหกรรมฉลุง อำเภอหาดใหญ่ เพราะกำลังมีโครงการสร้างอ่างเก็บน
ำ ไม่น้อยกว่า 2 แห่งได้แก่อ่างเก็บน้ำคลองหิน อ่างเก็บน้ำคลองแชง รวมทั้งการพยายามใช้ทรัพยกรอื่นๆมา
ขึ้นเช่นการระเบิดหิน(ขณะนี้ยังมีก
รให้สัมปทานและดำเนินการอยู่) การดูดทรายในลำคลองหลายท่าน้ำ รวมทั้งการใช้สารเคมีจำนวนมากทั้งใ
แปลงสวนยาง สวนไม้ผลเช่นลำไย และการปล่อยสารเคมีลงลำคลองมาจากโร
รวบรวมและแปรรูปปน้ำยางสด อาทิเช่นดรงงานุตสาหกรรมต่างๆ ในตอนกลางและตอนปลายสิ่งเหล่านี้กำ
ังเป็นเรื่องที่ชุมชนหันมาตระหนัก กำลังร่วมกันหาทางแก้ปัญหา ดังพัฒนาการ การทำกิจกรรมและกระบวนการทางสังคมใ
ลุ่มน้ำนั้นมีตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงป
ายน้ำ กลุ่มหลักๆขณะนี้เช่น เครือข่ายอนรักษ์ป่าค้นน้ำเขาพระ เครือข่ายออมทรัพย์สวัสดิการ กลุ่มเกษตรธาตุ 4 กลุ่มเดินไปคุยไป กลุ่มเกษตรกรรมทางเลือกโซนควน กลุ่มเกษตรธรรมชาติทิพย์คีรี และ เครือข่ายศึกษา ส่งเสริมการอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองภูม
ต้นน้ำทะเลสาบสงขลา และพันธุ์พืชรัตภูมิ เป็นต้น
สภาพพื้นที่และสถานการณ์ป่าต้นน้ำ คนอยู่ป่ายัง ป่าพังคนดับ เมื่อพูดประโยคนี้ ทำให้หลายคนนึกถึงความสำคัญของป่าข
้นมาอย่างจับจิต ป่ากับคนนั้นมีความสัมพันธ์กันมาตั
งแต่อดีต สภาพป่าในอดีตที่ยังคงความอุดมสมบู
ณ์ มีความหลากหลายของพันธุ์ไม้พันธุ์ส
ตว์นานาชนิด มีการเอื้อประโยชน์ทั้งคนและป่าสาม
รถพึ่งพากันได้ ภาคใต้ของไทยยังคงมีผืนป่าที่ถือว่
มีความอุดมสมบูรณ์และเป็นแหล่งวัฒ
ธรรมอีกหลายแห่ง เช่น ป่าเทือกเขาบรรทัด ป่าสันกาลาคีรี ฯลฯ และหากมองลึกไปถึง ป่าที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ของภาคใต้ มีหลายแห่งที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์
ละเพียบพร้อมไปด้วยวัฒนธรรมในการจ
ดการป่าที่ผสมกลมกลืนระหว่างวิถีชี
วิตชุมชนและการใช้ประโยชน์อย่างผสม
สาน อย่างเช่น ป่าบริเวณจังหวัดสตูล ตรัง และบางส่วนของพัทลุง เนื่องจากยังมีการใช้ประโยชน์และมี
ผ่ามนุษย์ที่สืบทอดจากอดีตถึงปัจจ
บันนั่นก็คือเผ่าซาไก ที่ยังคงหลงเหลือทั้งชนเผ่าและวัฒน
รรมบางอย่างให้ค้นหาเพื่อนำภูมิปั
ญามาประยุกต์ใช้ต่อไป ส่วนระดับที่เล็กลงไปเป็นพื้นที่ลุ
มน้ำสาขาย่อย อย่างป่าต้นน้ำเขาพระ นั้นเป็นป่าต้นน้ำที่สำคัญมากแห่งห
ึ่งในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ ป่าต้นน้ำเขาพระทางด้านทิศตะวันตกก
อกำเนิดจากเทือกเขาแก้ว ซึ่งเป็นชื่อเรียกของชุมชนในแถบนี้ ส่วนชื่อเรียกแบบเต็มขั้นเต็มยศนั้
ทางราชการเรียกว่า เทือกเขาสันกาลาคีรี ส่วนในด้านทิศตะวันออกนั้นแหล่งกำเ
ิดต้นน้ำเกิดจากเทือกเขาไฟไหม้ตาม
ื่อเรียกของชาวบ้าน หรือเทือกเขาบรรทัดที่ทางราชการเรี
ก แม้ปัจจุบันป่าจะลดน้อยถอยลง จากการกระทำของมนุษย์ด้วยกันเอง โดยเฉพาะจากโครงการรัฐในอดีตซึ่งมี
่วนทำลายป่าได้อย่างมหาศาล เช่น การเปิดสัมปทานป่า และการบุกเบิกพื้นที่ป่า โดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของชาวบ้า
เอง ล้วนส่งผลให้ป่าตกอยู่ในสภาพวิกฤติ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันได้มีหลายฝ
ายที่จะพยายามฟื้นฟูสภาพความอุดมส
บูรณ์ของป่าให้กลับคืนมา ด้วยเล็งเห็นถึงความสำคัญของป่า การรักษาผืนป่าของชาวบ้านในชนบทจึง
ปรียบเสมือนการรักษาชีวิตจิตวิญญา
เผ่าพันธุ์มนุษย์ให้คงสืบทอดต่อไปน
ั่นเอง ป่าต้นน้ำเขาพระ ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเขาพระ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา อยู่ห่างจากตัวอำเภอรัตภูมิประมาณ 15 กิโลเมตร ชุมชนต้นน้ำตำบลเขาพระ ประกอบด้วยหย่อมบ้าน 5 หมู่บ้าน ซึ่งถือว่าเป็นหมู่บ้านที่มีสภาพเป
นพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญ คือ หมู่ที่ 5 บ้านคอกช้าง หมู่ที่ 6 บ้านคลองลำแชง หมู่ที่ 7 บ้านคลองกั่ว หมู่ที่ 10 บ้านเขาสอยดาว และหมู่ที่ 12 บ้านคลองลำขัน สำหรับบ้านคลองลำขันนั้นเป็นชื่อทา
การแต่ชาวบ้านมักเรียกหมู่บ้านนี้
่าบ้านคลองหิน เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นก้อนหิน
รียงรายเต็มไปหมด พื้นที่ทั้งหมดของตำบลเขาพระมีเนื้
ที่ประมาณ 207.7 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 129,812.50 ไร่ สำหรับพื้นที่ที่เป็นต้นน้ำมีบริเว
พื้นที่ราว 16,768 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้หมายถึงที่ดินที่เป็
ที่ทำกินของชาวบ้านด้วย ลักษณะภูมิประเทศของตำบลเขาพระนั้น
ีลักษณะเป็นภูเขาสูงล้อมรอบและเป็
ที่ราบบางส่วน ทางด้านทิศเหนือติดกับตำบลท่าชะมวง ซึ่งมีลักษณะเป็นที่ราบลาดไปทางทิศ
ต้ ส่วนในด้านทิศใต้ติดกับตำบลทุ่งนุ้
อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล ทิศตะวันออกติดต่อกับตำบลทุ่งตำเสา อำเภอหาดใหญ่ และตำบลท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิ ส่วนในด้านทิศตะวันตกนั้นติดกับตำบ
ท่าชะมวง อำเภอรัตภูมิและจังหวัดสตูล
ลักษณะที่สำคัญคือด้านตะวันตกมีลัก
ณะเป็นภูเขาสูง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำสายสำ
ัญต่างๆ เช่น คลองลำแชง คลองหิน และคลองรัตภูมิ ตำบลเขาพระมีประชากรรวมทั้งสิ้น 14,884 คน ส่วนชุมชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าต้นน้
นั้นมีประชากรราว 5,069 คน หรือ 1,033 ครัวเรือน ชุมชนป่าต้นน้ำเขาพระดำรงชีพด้วยกา
ทำเกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำสวนยางพารา ทำนา สวนผลไม้ พื้นที่ที่เป็นเกษตรผสมผสาน มีพื้นที่ทั้งสิ้น 4,695 ไร่ เกษตรแบบเชิงเดี่ยวก็มีให้เห็นบ้าง เช่น สวนทุเรียน ลองกอง มังคุด และยางพารา สำหรับพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านคลองกั่วนั้นถือว่าเป็นแหล่งผล
ตข้าวที่สำคัญของชุมชนมาตั้งแต่อด
ต แม้ในปัจจุบันเองก็ยังคงมีการทำนาก
นอยู่เพียงแต่เบาบางลง เนื่องจากพื้นที่ถูกปรับเปลี่ยนเป็
การทำสวนยางพาราเป็นจำนวนมาก ความโดดเด่นในด้านภูมิอากาศ ทำให้ตำบลเขาพระมีลักษณะพิเศษที่สา
ารถทำเกษตรได้ค่อนข้างดี คือ เป็นพื้นที่ที่มีลมมรสุมจากทั้งฝั่
อ่าวไทยและอันดามันพัดผ่าน ส่งผลให้มีผลผลิตทางการเกษตรนอกฤดู
าลทุกปี ทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง และทำให้เป็นแหล่งป่าต้นน้ำที่สำคั
หล่อเลี้ยงผู้คนในบริเวณป่าต้นน้ำ ซึ่งป่าที่สำคัญของพื้นที่นี้มีถึง 11 ป่า คือ ป่าต้นน้ำคลองวังยาว ป่าต้นน้ำคลองช้าง ป่าต้นน้ำคลองหิน ป่าต้นน้ำน้ำตกบริพัฒน์ ป่าต้นน้ำคลองปริก ป่าต้นน้ำคลองแชง ป่าต้นน้ำคลองลำขัน ป่าต้นน้ำคลองเชือด ป่าต้นน้ำคลองมัว ป่าต้นน้ำคลองกรอยน้อย ป่าต้นน้ำคลองเขาล้อน ก่อให้เกิดลำน้ำหรือลำห้วยต่าง ๆ ถึง 35 สาย และลำคลองในหมู่บ้านต่าง ๆ อีก 28 สาย ซึ่งทั้งหมดจะไหลไปรวมกันเป็นคลองร
ตภูมิสู่ทะเลสาบในที่สุด ความสัมพันธ์ของชุมชนต้นน้ำเขาพระก
บชุมชนปลายน้ำในพื้นที่ทะเลสาบสงข
านั้นมีความสัมพันธ์เป็นสายใยชีวิต
อย่างเห็นได้ชัด สายน้ำจากป่าต้นน้ำทุกสายในพื้นที่
่าต้นน้ำราว 35 สายจะไหลไปบรรจบกันที่คลองรัตภูมิห
ือคลองภูมี และไหลลงสู่ทะเลสาบสงขลาฝั่งอ่าวไท
ที่บริเวณบ้านปากบาง ชุมชนป่าต้นน้ำได้อาศัยประโยชน์จาก
รัพยากรน้ำในการอาบ ดื่มกิน ใช้ประโยชน์ในการทำสวนผลไม้ ทำนา สวนยาง ฯลฯ สายน้ำที่ไหลจากป่าต้นน้ำได้พัดพาเ
าแร่ธาตุและความอุดมสมบูรณ์สู่ลุ่
น้ำทะเลสาบ ทำให้สัตว์และพืชน้ำ ได้รับสารอินทรีย์และสารอาหาร ส่งผลให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในระบบ
ิเวศน์ ชาวประมงในพื้นที่ทะเลสาบได้ทำประม
ตลอดปี ชาวนาบริเวณลุ่มน้ำทะเลสาบได้ใช้ปร
โยชน์จากน้ำจืดในการทำนา ความสมดุลธรรมชาติเกิดขึ้นตลอดสาย ชุมชนเมืองได้มีอาหารกินอุดมสมบูรณ
เกิดความหลากหลายและความมั่นคงทางด
านอาหารและความมั่นคงในด้านชีวิต
ในส่วนพัฒนาการของชุมชนพื้นที่กลาง
้ำและพัฒนาการของชุมชนพื้นที่ปลาย
้ำนั้น ขณะนี้กำลังศึกษา เชื่อมเครือข่ายและขยายการดำเนินงา
โดยมีการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการร่วม
ึ้นมา เรียกว่าคณะกรรมการอนุรักษ์ป่าต้นน
ำคลองรัตภูมิ ระยะต่อมากำลังปรับเป็นคณะกรรมการน
รักษ์ลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ พยายามเชื่อร้อยกลุ่มและภาคีต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ เข้ามา จนในช่วงปลายปี พ.ศ.2549 จนถึงปัจจุบัน ได้มีการประสานงานกันมากขึ้น กลุ่มต่างๆหันมาร่วมกันวิเคราะห์สถ
นการณ์ วางแผนและดำเนินกิจกรรม ซึ่งประมวลดังนี้
ปัญหาสำคัญที่กำลังประสบในลุ่มน้ำค
องรัตภูมิ 1.ปัญหาป่าไม้ที่ลดจำนวนลงอย่างรวดเ
็ว อันเนื่องจากการให้มีการสัมปทานป่า
ละเหมืองแร่ ตลอดจนการเข้ามาของพืชเชิงเดี่ยวเช
นยางพารา และการบุกเบิกที่ทำกินใหม่ การสร้างชุมชนใหม่ 2.ปัญหาสารเคมีจากโรงงานต่างๆ สาเหตุจากโรงงานน้ำยางและยางแผ่นปล
อยสารประเภทแอมโมเนีย ลงลำคลอง โรงงานท่อน้ำ เลี้ยงสุกร เลี้ยงไก่ ปล่อยปฏิกูลและของเสียลงในแหล่งน้ำ โดยขาดการควบตุมและตรวจสอบที่ดีพอ จนน้ำเน่าเสียและสัตว์น้ำตายจำนวนม
ก มีสถิติว่าจากการตรวจสอบความสกปรกข
งคลองสาขาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา 12 คลองสาขา 17 จุด จุดที่ 11 คือคลองรัตภูมิ พบว่ามีสิ่งที่ก่อให้เกิดความสกปรก
งไป 1,530.661 กิโลกรัมต่อวัน 3.ปัญหาการขุ่นข้นและมีตะกอนมาก รวมทั้งการพังทลายของตลิ่ง และการตื้นเขิน ของลำน้ำ สาเหตุจากการดูดทราย ในพื้นที่ริมลำคลองเช่นในตำบลเขาพร
ตำบลควนรู และพื้นที่ต่างๆ 4.ปัญหาการทำประมงที่ขวางการสัญจรทา
น้ำ เช่นสร้างโพงพางในลำคลอง ทำให้สัตว์น้ำเล็กๆ ถูกจับไปจำนวนมาก และชะลอการไหลของน้ำ ก่อให้เกิดการตื้นเขิน 5.ปัญหาสารเคมีจากแปลงเกษตร ได้แก่จากปุ๋ยเมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งตลอดลำน้ำย่อยและลำน้ำสาขามีกา
ใช้ปุ๋ยเคมี และยาฆ่าแมลง จำนวนมากในการปลูกผัก ส่งจำหน่ายในหาดใหญ่ ในจังหวัดอื่นๆของภาคใต้ ถือว่าเป็นแหล่งใหญ่แหล่งหนึ่งในภา
ใต้ 6.ปัญหาความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะในเรื่องน้ำ และทราย อันเนื่องจากความพยายามที่จะให้มีก
รสร้างอ่างเก็บน้ำที่คลองหิน และคลองแชง ของกรมชลประทาน และการอนุญาตให้มีการเปิดบ่อดูดทรา
จนปัจจุบันผลกระทบดังกล่าว ยังไม่คลี่คลายและมีโอกาสขยายวงออก
ป
กระบวนการแก้ไขปัญหาของชุมชน 1. การจัดตั้งกลุ่มและสร้างกระบวนการเ
ียนรู้ด้วยตนเอง
โดยพบว่าจากพัฒนาการในช่วง 100 กว่าปีนั้น มีกลุ่มเกิดขึ้น ตามสถานการณ์ จำนวนมากเช่นกลุ่มด้านเงินทุนประเภ
กลุ่มออมทรัพย์ทั้งเพื่อการเพิ่มผ
ผลิตและสวัสดิการ กลุ่มทางด้านการจัดการผลผลิตและการ
ลาดเช่นกลุ่มสหกรณ์น้ำยาง กลุ่มเกษตรธรรมชาติธาตุ 4 และกลุ่มอนุรัษ์และฟื้นฟุทรัพยากรธ
รมชาติได้แแก่ กลุ่มอนุรักษ์พื้นที่ต้นน้ำเขาพระ การเกิดกลุ่มเหล่านี้ ทำให้มีพัฒนาการการเรียนรู้และการร
มกลุ่มที่ต่อเนื่อง และมีการบริหารจัดการที่มีประสบการ
์สูงขึ้น
2. การศึกษาวิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ ทั้งจากภายในและภายนอกชุมชนในด้านส
ทธิชุมชน และการทำเกษตรยั่งยืน จากฐานภูมิปญญาท้องถิ่น
โดยพบว่ากระบวนการที่มีการริเริ่มแ
ะทำงานกับโครงการสิทธิมนุษยชนศึกษ
สนับสนุนโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุน
ารวิจัยและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน
ห่งชาติ ได้องค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากร
่าน้ำ พันธุกรรม การเกษตร โดยชุมชน ในส่วนงานวิจัยเกษตรธรรมชาติแบบธาต
4 นั้นได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยท
องถิ่นโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนก
รวิจัย(สกว) และกองประสานงานสนับสนุนการวิจัยลุ
มน้ำภาคใต้ มีผลสรุปทำให้ได้ชุดองค์ความรู้เกษ
รธาตุ 4 นำไปรับใช้ในการปลูกพืชหลายชนิดร่ว
กันเช่นการปลูกพืชร่วมยาง การปลูกผักร่วมกัน การมีศูนย์เรียนรู้พัฒนาเกษตรกรและ
ครือข่ายการมีศูนย์ข้อมูลและจุดปร
สานงานของชุมชนเป็นต้น ขณะนี้กำลังมีการต่อยอดไปสู่งานวิจ
ยของนักวิชาการและของชุมชน เช่นการวิจัยเรื่องกล้วย ของ ด.ช.ภูมิปัญญา หมัดหลี หลานของปะหรน หมัดหลีขณะนี้กำลังศึกษาอยู่ชั้นมั
ยมศึกษาปีที่ 2 เป็นตัวอย่างนำไปสู่เรื่องอื่นๆ 3. การพัฒนาสภาเยาวชนต้นน้ำเขาพระ
อันเกิดจากความกระตือรือร้น ของครูในโรงเรียนและนอกโรงเรียน สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชน โดยการจัดค่ายศึกษาธรรมชาติ ต่อเนื่องมาหลายครั้ง จนเป็นเครือข่าย ไม่เฉพาะต้นน้ำ ได้เชื่อมโยงสู่กลางน้ำและปลายน้ำ
4. การเสริมบทบาทของสตรีและแม่บ้าน พบว่าในลุ่มน้ำตั้งแต่ต้นน้ำ สตรีและแม่บ้านมีการรวมกลุ่มที่หลา
หลาย ทั้งการแปรรูปผลผลิต การตลาด การนุรักษ์ เช่นกลุ่มสตรีก้าวหน้า ของหมู่ที่ 6 ตำบลเขาพระ เป็นต้น
5.กระบวนการประชาคมของภาคีต่างๆ เริ่มดำเนินการมาไม่น้อยประมาณ 3 ปี โดยก่อตัวตามกระแสการร่วมกันทำงานแ
บบูรณาการ กลุ่มต่างๆ มีการเชิญชวนจัดตั้งกลุ่มและองค์กร จนเกิดกลุ่มธรรมชาติมากมายเช่นกลุ่
เดินไปคุยไป เป็นกลุ่มนักกิจกรรมในเมืองรัตภูมิ ร่วมกันจัดงานต่างๆในตลาดรัตภูมิ การร่วมมือและสนับสนุนการเรียนรู้ร
วมกัน นอกจากนั้น มีการสร้างสถานีวิทยุชุมชนของรัตภู
ิ มีการเปิดเว็บไซด์ชื่อว่า รัตภูมิซิตี้ดอทคอม(http://www.rattaphumcity.com) เป็นเวทีให้ผู้สนใจได้มีการส่งข้อม
ลข่าวสาร แลกเปลี่ยนและทำกิจรรมร่วมกัน โดยเฉพาะกิจกรรมการสำรวจป่า พันธุ์ไม้ และการศึกษาและอนุรักษ์คลองภูมี กำลังเริ่มต้นและขยายบทบาทเพื่อสร้
งสำนึกการอนุรักษ์แก่สาธารณชน ร่วมในกระบวนการ ของคณะกรรมการอนุรักษ์ลุ่มน้ำคลองร
ตภูมิ
6.การเชื่อมประสานของภาคีต่างๆให้เก
ดแผนอนุรักษ์แลฟื้นฟูลุ่มน้ำ เป็นกระบวนการล่าสุดที่การเชื่อมต่
ของต้นน้ำ จนถึงปลายน้ำ มีการประสานภาคีทั้ง องค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียนต่างๆ พระ ข้าราชการและองค์กรที่เกี่ยวข้องรั
ในพื้นที่เช่นชลประทาน วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีสงขลา รวมทั้งองค์กรพัฒนาเอกชน เข้ามาทำงานที่เกิดขึ้นได้แก่ แผนสุขภาพจังหวัดสงขลา ด้านเกษตรและอาหารที่เอื้อต่อสุขภา
( โซนควนเขา) ด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม และด้านเด็ก แผนการฟื้นฟูลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ในการฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ลำคลอง ละแผนการสำรวจเพื่อการอนุรักษ์และฟ
้นฟูการท่องเที่ยวคลองรัตภูมิ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินการ กิจกรรมเหล่านี้ ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ การสร้างความร่วมมือและการสร้างเคร
อข่าย 6.การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างต้นน้
กลางน้ำและปลายน้ำในรูปแบบ เกลอ ชุมชนป่าต้นน้ำ กลางน้ำและชุมชนปลายน้ำได้มีการร่ว
ผูกเกลอเขาเกลอเลกันขึ้น ครั้งหนึ่งที่เครือข่ายอนุรักษ์พื้
ที่ต้นน้ำเขาพระ นั่นถือเป็นพันธกิจร่วมกันของเกลอเ
าและเกลอเล โดยมีการวางแผนกิจกรรมร่วมกันคือ การวางแผนการศึกษาสภาพปัญหาของป่าต
นน้ำไปจนถึงทะเลสาบสงขลา กิจกรรมปลูกป่าเพื่อฟื้นฟูความอุดม
มบูรณ์ โดยป่าต้นน้ำจะปลูกป่าตลอดสายน้ำคล
งรัตภูมิ ไปจนถึงทะเลสาบ โดยมีการร่วมมือประสานกับเกลอเล และพันธมิตรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ รวมทั้งการศึกษาองค์ความรู้ในการจั
การดิน น้ำ ป่า เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยอมร
บ และเปิดช่องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส
วนร่วม ผลักดันกิจกรรมด้านการอนุรักษ์เข้า
ู่องค์การบริหารปกครองส่วนท้องถิ่
จนเกิดเป็นนโยบายในระดับท้องถิ่น และระดับชาติต่อไป เป้าหมายของคนป่าต้นน้ำและคนเลสาบก
คือ ฟื้นความอุดมสมบูรณ์ของเลสาบ ฟื้นวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ความสัมพันธ์อันดีงามของผู้คนตลอดส
ยน้ำจากต้นน้ำสู่เลสาบให้กลับมามี
ีวิตอีกครั้ง
อุปสรรคและข้อจำกัดที่พบ
1.ความต่อเนื่องและการบูรณาการขององ
์กรรือภาคี ต่างๆ ยังมีน้อย พบว่าในระยะที่ผ่านมา มีกิจกรรมและโครงการต่างๆ ลงมาในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองรัตภูมิ แต่ยังไม่ สามารถแก้ไขปัญหาที่ยังดรงอยู่ได้ จนสูญเสียงบประมาณจำนวนมาก เพราะมีลักษณะต่างกลุ่มต่างทำอยู่ นอกจากแก้ไขไม่ตรงจุด บางครั้งทำงานซ้ำซ้อนกันเช่นการส่ง
สริมเกษตรยั่งยืน การจัดการน้ำ การจัดการป่า เป็นต้น
2.การขาดการมีส่วนร่วมในการจัดการทร
พยากรและการแทรกแซงกระบวนการตัดสิน
ใจ จากการเมืองท้องถิ่น ในการจัดการทรัพยากร โดยชุมชน ดังปรากฏในโครงการและกิจกรรมต่างๆ เช่นการขาดการรับฟังความเห็นและมีส
วนร่วมใน การเสนอโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ การติดตามและตรวจสอบผลกระทบจากการด
ดทราย การปล่อยน้ำเสียของโรงน้ำยาง ฟาร์มเลี้ยงสุกร เป็นต้น 3.การขาดกระบวนการฟื้นฟูทุนทางสังคม และสื่อสารคุณค่าที่ดีมากพอจากต้นน
ำ จนถึงปลายน้ำ โดยระยะทาง 63 กิโลเมตร กิจกรรมที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ยังจำกั
เฉพาะกลุ่มเช่นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ต่างกลุ่มต่างทำ เพิ่งนำมาร่วมกัน ขณะเดียวกันกิจกรรมร่วมทั้งพุทธศาส
ิกชน และมุสลิม หรือคริสตชน นั้นมีอยู่บ้างแต่ขาดการฟื้นฟูและใ
้คุณค่า ทำให้จุดเด่นเหล่านี้ ยังไม่ได้นำมาใช้
ข้อเสนอและอนาคตของลุ่มน้ำคลองรัตภ
มิ 1. การบูรณาการ การแก้ปัญหาของคนทั้งระบบลุ่มน้ำคล
งรัตภูมิ เชื่อมโยงสู่ลุ่มน้ำหลัก โดยมองในภาพรวมคือ ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา นำสู่การแก้ไขวิกฤติของลุ่มน้ำทะเล
าบเช่น ทะเลสาบตื้นเขิน พื้นทะเลเป็นดินเลน น้ำเน่าเสีย มีผักตบชวาแพร่กระจาย มีการลดลงของสัตว์น้ำ ระบบน้ำไม่ไหลเวียนได้อย่างเช่นในอ
ีต การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนเพื่อการ
ำนากุ้ง ซึ่งเป็นการทำลายความอุดมสมบูรณ์ขอ
ทรัพยากรอย่างยากจะกลับคืนมาได้ 2. การฟื้นฟูเกษตรกรรมยั่งยืน(เกษตรธรร
มชาติหรือเกษตรชีวภาพ) เช่นผลิตปุ๋ยหมัก พื้นที่นี้เดิมทำเกษตรเพื่อการพึ่ง
นเองอยู่แล้วเป็นเวลานาน ดังที่พบจากตัวอย่างเกษตรกร เช่นปะหรน หมัดหลี และอีกหลายท่าน มีระบบนิเวศน์ที่มีแหล่งน้ำลุ่มน้ำ
าขาจำนวนมาก และเริ่มมีการฟื้นฟูระบบเกษตรอย่าง
ริงจัง มีผู้บริโภคที่กระตือรือร้น เช่นกลุ่มเดินไปคุยไป การมีแผงผักปลอดสารพิษ มีสหกรณ์ผักปลอดสารพิษบางเหรียง ควรประสานและฟื้นฟู ให้เป็น ลุ่มน้ำเกษตรและอาหารเพื่อสุขภาพ ดังที่จะปรากฎในแผนสุขภาพสงขลาต่อไ
3. การฟื้นฟูลำคลอง โดยกระบวนการมีส่วนร่วม ได้แก่การร่วมสำรวจ ศึกษาวิจัย ทั้งลุ่มน้ำย่อยคือคลองรัตภูมิและล
่มน้ำสาขา ดังเช่นคลองภูมี คลองลำขัน คลองหิน คลองแชง คลองลำม้า คลองกรวยใหญ่ คลองยางแดง คลองรังแร้ง คลองหินดำ คลองเขาร้อน และคลองแพรกสุวรรณ
4. การส่งเสริมและสนับสนุนจัดการทรัพย
กรลุ่มน้ำโดยองค์กรชาวบ้าน/
องค์กรชุมชนและเครือข่าย ทั้งนี้ภาครัฐและองค์การปกครองท้อง
ิ่น ควรสนับสนุนและร่วมบูรณาการแผนงานก
บชุมชน ทั้งานสนับสนุนงบประมาณในการหนุนเส
ิม กระบวนการดังกล่าว อย่างต่อเนื่อง
5. การฟื้นฟูและใช้หลักคุณธรรมนำการพั
นาลุ่มน้ำ ที่ผ่านมา เริ่มมีกิจรมของโรงเรียนดำเนินการอ
ู่บ้างแล้ว เช่นโรงเรียนสิริวัณวลี เป็นแกนในการสร้างคุณธรรมแก่ได้และ
ยาวชน การมีกิจกรรมธรรมยาตรา ซึ่งเกิดขึ้นรอบทะเลสาบสงขลา ควรสานต่อแนะขยายผลย่างจริงจัง
6.การสร้างจิตสำนึกสาธารณะหรือจิตอา
า แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ดังตัวย่างที่พบว่ามีกลุ่มหลายกลุ่
เกิดขึ้นและกระตือรือร้นแล้ว ทำอย่างไร จึงสานต่อและขยายผลกลุ่มเหล่านี้ นำประสบการณ์พัฒนาเป็นกระบวนการสร้
งองค์ความรู้ การเรียนรู้ในทุกกลุ่มที่เกี่ยวข้อ
ทั้งกลุ่มเด็ก เยาวชน สตรี ผู้นำและผู้ประกอบการ
7.การรณรงค์ให้หยุดสารเคมี และมีมาตรการอุดหนุนคนเลิกใช้สารเค
ี โดยควรดำเนินไปจากศักกยภาพภายในและ
ริ่มจากการใช้ทุนที่มีอยู่ขยายผลส
่นโยบายหลัก ขณะนี้เริ่มดำเนินการแล้วจากกลุ่มอ
มทรัพย์ควนช้าง ( ตำบลเขาพระ สมาชิก 3,000 กว่าคน ) หากใครทำเกษตรปลอดสารเคมีและเลิกใช
สารเคมีได้จะมีทุนจากออมทรัพย์สนั
สนุนให้ทันที ควรขยายผลสู่กลุ่มอื่นๆ ตลอดลุ่มน้ำ
บทสรุป
พัฒนาการบทเรียน ประสบการณ์ ปัญหาและข้อเสนอแนะ ดังกล่าวหลายเรื่องเป็นการเริ่มต้น
ี่มีพัฒนาการ แม้ระยะเวลาของชุมชนกว่า 100 ปี สิ่งที่เกิดขึ้น ได้พิสูจน์ว่าการพึ่งพาตนเองนั้น เป็นไปได้จริง จากแนวทางที่ชุมชนมุ่งหวังที่จะกิน
ยู่อย่างพอเพียง ฟื้นฟูทรัพยากรด้วยตนเอง มีการฟื้นฟูคุณธรรมจริยธรรมและเกษต
ที่เอื้อต่อธรรมชาติและสุขภาพ ดังที่เกิดขึ้นนั้นเป็นวิถีหนึ่งที
สามารถนำไปสู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง แต่อย่างไรก็ตาม ชุมชนยังเผชิญต้องกับการเปลี่ยนแปล
อีกมาก พลังความรู้ ความคิด การมีส่วนร่วมยังต้องบูรณาการต่อแล
หนักแน่น รวมทั้งคงต้องตระหนักร่วมกันว่า ทำอย่างไร ความรัก ความหนักแน่น มีคุณธรรมนำการพัฒนา จะได้กลับมาและสืบสานวิถีพอเพียงให
เกิดขึ้นย่างยั่งยืน
|